บทสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์

หน้าแรก

บทสัมภาษณ์

“เสริมสร้างพัฒนาแฟรนไชส์ไทยให้เข้มแข็ง แบ่งปันความรู้ พึ่งพาได้”

คุณบุญประเสริฐ พู่พันธ์

“เสริมสร้างพัฒนาแฟรนไชส์ไทยให้เข้มแข็ง แบ่งปันความรู้ พึ่งพาได้”ธุรกิจแฟรนไชส์ของประเทศไทยนับว่ามีมูลค่าและเม็ดเงินหมุนเวียนในแต่ละปีสูงมาก แต่ปัจจุบันปัญหาหนึ่งคือการที่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ หรือ แฟรนไชซอร์ หลายรายยังเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ขณะที่ผู้อยากเข้ามาซื้อแฟรนไชส์ หรือ แฟรนไชซี ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาความรู้จากจุดไหน ไม่รู้ว่าจะต้องเลือกแฟรนไชซอร์อย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง เวลาเกิดปัญหาจะขอความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากใครได้บ้าง

ในฐานะนายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ (FLA) คุณบุญประเสริฐ พู่พันธ์ เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะลุล่วงได้หากวงการแฟรนไชส์ได้เข้ามารวมตัวกันในสมาคม

สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ คุณบุญประเสริฐมองว่า แบรนด์แฟรนไชส์จากต่างประเทศสามารถเข้ามาเติบโตในเมืองไทยได้มาก เนื่องจากคนไทยให้การตอบรับเป็นอย่างดี แต่กลับกันแบรนด์ไทยเองยังไม่โตเท่าที่ควร และยังไม่สามารถขยายออกไปยังต่างประเทศได้

“ผมมองว่ามันคือ “ความเชื่อและความศรัทธา” เป็นอันดับแรกเลย คือเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เราไม่มีตัวอย่างมากเท่าที่ควรในการขยายสาขาไปต่างประเทศ แต่ถ้าคนไทยไปเปิดที่อเมริกานี่ มันมีตัวอย่างตั้งแต่เกิดแล้ว จริงไหมครับ เขาทำอะไรจะคิดใหญ่มากกว่าเรา นี่เราจะไม่ได้คิดใหญ่มากเหมือนเขา

อย่างที่สองนี่คือเรื่องระบบ ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าระบบของเรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ ไม่เหมือนต่างประเทศที่มีระบบที่พัฒนาอย่างเข้มแข็ง แล้วก็เรื่องทีมงาน ซึ่งก็ยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนของเราอยู่เหมือนกัน ถ้าใครได้ไปต่างประเทศ ไปเห็นคนญี่ปุ่น คนเกาหลี เวลาเขาไปนี่เขาไปอย่างจริงๆ จังๆ ไปเปิดก่อนด้วย แล้วถึงขายแฟรนไชส์ แต่เราเองทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะคนบ้านเราไม่ได้ลุยเหมือนเขา ส่วนสินค้าเราดีอยู่แล้ว แต่พอไม่มีส่วนเหล่านี้นี่ โอกาสเติบโตเราไปได้น้อย”


หากเราอยากผลักดันให้แฟรนไชซอร์ได้ก้าวออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ ท่านนายกสมาคมก็ชี้ชัดๆ เลยว่า จุดแรกที่ควรปรับคือ การปรับแนวคิด เนื่องจากการวางระบบ การวางแบรนด์ การวางตำแหน่งของแบรนด์ ทีมงาน และส่วนอื่นๆ ในประเทศอื่นนั้นแตกต่างจากประเทศไทย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เกินความสามารถของผู้ประกอบไทยอย่างแน่นอน

“ผมมองว่า เรื่องความคิดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าเวลาเราจะขยายในประเทศและต่างประเทศนี่้ ความคิดมันแตกต่างกันนะครับ มันแตกต่างกันหมด แต่ผมเชื่อว่าคนไทยทำได้ และผมก็มีความหวังอย่างนั้น เพราะผมทำแล้ว ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่ว่าเราต้องรวมกลุ่มกัน เราต้องมาแชริ่งกัน เพราะระบบแฟรนไชส์นี่ถ้าคุณใหญ่ในประเทศแล้ว ต่างประเทศคุณไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด คุณก็ต้องมาร่วมแรงร่วมใจกัน”

“สมาคมแฟรนไชส์ฯ เราจัดตั้งขึ้นมาเพื่อมาแชร์ความรู้ เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ คือพี่คนโตก็ให้น้องหน่อย พี่คนโตเองก็จะได้สนับสนุนจากภาครัฐ เพราะเวลาเขามาสนับสนุนนี่้ เขาก็ไม่ได้เจาะจงเป็นรายๆ ไป ก็จะมาสนับสนุนทั้งสมาคม ฉะนั้นถ้าสมาคมเข้มแข็ง ภาครัฐก็ง่ายในการช่วยเหลือเรา ส่วนคนตัวเล็กเองก็ได้ความรู้จากพี่มาพัฒนาตัวเราเอง ก็จะทำให้วงจรของธุรกิจแฟรนไชส์เข้มแข็งขึ้น” คุณบุญประเสิรฐกล่าว

สำหรับตลาดต่างประเทศที่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ควรจะศึกษาและพิจารณาถึงโอกาสการเข้าไปขยายสาขา ท่านนายกสมาคมฯ มองว่า ควรจะเริ่มจากประเทศรอบๆ บ้านเราก่อน

“แน่นอนว่ามันก็ต้องเป็นที่ใกล้ๆ ก่อน แถวอาเซียนเราก่อน อย่างตลาด CLMV นี่ ถ้าเริ่มจากใกล้ๆ ก่อน มันก็ลดความเสี่ยงเราด้วย การเดินทาง การทำอะไรก็ง่าย สายการบินก็เข้าถึง ทดลองตลาดก็ง่าย อีกอย่างหนึ่ง จริงๆ ในเมืองไทยเองมีนักท่องเที่ยวมาปีละประมาณ 40 ล้านคน บางครั้งถ้าเราอยากทดลองตลาดก็ทำในบ้านเราได้เหมือนกันนะ”

เมื่อถามถึงเป้าหมายในการบริหารสมาคมในช่วง 4 ปีนับจากนี้ คุณบุญประเสริฐเปิดเผยว่า วาระเร่งด่วนที่สำคัญที่สุดคือ การรวบรวมกลุ่มแฟรนไชส์ให้เข้มแข็งตามนโยบาย “Strong & Sharing” ที่จะมีทั้งผู้ประกอบการแฟรนไชซอร์, Supplier ที่สนับสนุนด้านสินค้าและวัตถุดิบ, บรรดา Landlord หรือผู้ที่เป็นเจ้าของสถานที่ต่างๆ, ผู้ให้บริการขนส่ง, ภาคธนาคาร, ภาครัฐ, และที่ปรึกษาให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

“ผมเชื่อว่าธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ได้อยู่ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยเรื่อง Logistics ต้องอาศัย Supplier ต้องอาศัยที่ปรึกษาที่จะพัฒนาองค์กร ต้องมีภาครัฐ หรือต้องอาศัยสินเชื่อ ผมก็เลยจะสร้างสมาคมนี้ให้เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ ไม่ได้มีเฉพาะตัวแฟรนไชซอร์อย่างเดียว แต่จะต้องมีทุกธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อให้มีประโยชน์ต่อกันและกัน ธุรกิจนี้ใหญ่มากนะครับ

อย่างที่สองคือ ทำให้คนที่จะลงทุนแฟรนไชส์ได้ลดความเสี่ยงลงมากขึ้น ถ้าเราตามข่าวดู เราจะเห็นว่าช่วงนี้คนโดน Layoff พอสมควร เขามีเงินก้อนหนึ่งในชีวิตนี่้ ถ้าเขาจะเลือกลงทุน การเลือกลงทุนด้วยตนเองนี่มีความเสี่ยงถึง 90% แต่ว่าการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์จะลดความเสี่ยง บางทีแฟรนไชซีบอกเอาเปรียบ แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันเป็นการลดความเสี่ยงของคุณ แต่ว่าคุณเลือกแฟรนไชซอร์ยังไงให้มันถูกในสิ่งที่คุณต้องการ”


คุณบุญประเสริฐกล่าวต่อว่า สมาคมฯ เองก็จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาทั้ง “ซอร์” และ “ซี” โดยจะพัฒนาแฟรนไชซอร์ให้มีมาตรฐานมากขึ้น พร้อมกับแนะนำแฟรนไชซีว่าควรเลือกแฟรนไชซอร์อย่างไร เพื่อให้ธุรกิจมีความเข้มแข็ง

นอกจากนี้สมาคมฯ ยังจะทำหน้าที่เป็นที่รวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งปัจจุบันกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ แต่ต่อไป หากใครมีปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับธุรกิจนี้ก็สามารถมาหาความรู้ได้ที่สมาคมฯ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้นอีกมาก

“เราอยากจะสนับสนุนทางด้านตัวกฎหมายด้วย ซึ่งกฎหมายแฟรนไชส์บ้านเรายังไม่มี ก็พยายามจะผลักดันให้มีและเป็นมาตรฐานมากขึ้น เพราะจะได้มีคนกำหนดผู้เล่น แล้วก็เฝ้าระวังธุรกิจบางธุรกิจที่ไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ก็เอาชื่อแฟรนไชส์มาใช้ บางทีก็เป็นแชร์ลูกโซ่ เราก็จะเฝ้าระวังให้กับผู้ลงทุน เราจะช่วยสอดส่องว่าแบบนี้มันไม่ใช่นะ นี่คือสิ่งที่เราจะพยายามทำ พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการในส่วนของแฟรนไชส์” คุณบุญประเสริฐกล่าวเสริม

ในส่วนของแผนการทำงานนั้น คุณบุญประเสริฐได้วางขั้นตอนไว้อย่างน่าสนใจ โดยหลังจากรวมตัวกันได้ในระดับหนึ่งแล้ว สมาคมฯ จะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาครัฐ พร้อมกับตั้งเป้าการเติบโตของ GDP ในภาคธุรกิจนี้ไว้ไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท ซึ่งท่านนายกสมาคมการันตีว่า นี่เป็นเป้าหมายที่สามารถเป็นไปได้อย่างแน่นอน

สำหรับกิจกรรมสำคัญที่สมาคมฯ วางแผนไว้ในปี 2019 นี้คือ การจัดงาน Franchise Day เพื่อรวมกลุ่มให้ทั้งแฟรนไชซอร์และแฟรนไชซีมาพบปะกัน โดยเบื้องต้นมีวางกำหนดการไว้ในช่วงปลายปีนี้ พร้อมกับจะมีงาน FLA Day เพื่อมอบรางวัลแก่ผู้มีอุปการะคุณในด้านต่างๆ พร้อมการขึ้นเวทีเสวนาให้ความรู้

“ในระยะยาวแล้ว เราอยากจะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจแฟรนไชส์ของไทย เรียกว่าถ้าคุณเข้ามาในประเทศนี่ คุณก็ต้องเข้ามาเจอเราก่อน เราเป็นศูนย์กลางที่ไว้ใจได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นสถาบันที่เชื่อมต่อระหว่างแฟรนไชส์ไทยกับแฟรนไชส์โลก ตอนนี้เราก็เริ่มมีตัวตนในระบบแฟรนไชส์โลกแล้ว”

สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์เปิดรับสมาชิกผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นระดับเล็ก กลาง หรือใหญ่ เมื่อเข้าร่วมกับสมาคมต่างได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น โดยสิ่งที่จะได้รับคือความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มทางธุรกิจตามที่คุณบุญประเสริฐในฐานะนายกสมาคมฯ กล่าว

“ผมว่าระดับเล็กนี่จริงๆ ต้องรีบเข้ามาเลย เพราะว่าแค่คุณมาสมัครเป็นสมาชิก จ่ายค่าสมาชิกแค่ 2,000 บาท แต่คุณสามารถที่จะสอบถามได้ทุกเรื่อง นี่จะเป็นประโยชน์ต่อรายเล็กมากๆ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับ รายกลางเองที่กำลังเติบโต คุณก็มีประโยชน์ ก็คือมาช่วยน้องแล้วก็มาสอบถามรายใหญ่ๆ ที่เขามีประสบการณ์ไปต่างประเทศแล้วบ้าง รายใหญ่ก็มีประโยชน์ครับ ไม่ใช่ผมเชิญมาเป็นผู้ให้อย่างเดียว คุณก็จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านสมาคม รายใหญ่นี่คุณอาจจะใหญ่ในประเทศนี้ แต่ต่างประเทศคุณไม่ได้ใหญ่ เวลาคุณไป ถ้าไปพร้อมๆ กับสมาคม จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย และไปในนามของรัฐบาลผมว่ามันจะดูดีกว่า” คุณบุญประเสริฐทิ้งท้าย

ทั้งนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการชุดใหม่ต่างตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาสมาคมฯ และยกระดับแวดวงธุรกิจนี้อย่างเต็มที่ น่าสนใจว่าอุตสาหกรรมแฟรนไชส์ของไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่สดใจมากกว่าเดิม ส่วนผู้ประกอบการที่สนใจอยากเข้าร่วมกับสมาคมฯ สามารถติดต่อสมัครสมาชิกได้เลย

จำนวนเปิดอ่าน : 1,357