บทสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์

หน้าแรก

บทสัมภาษณ์

แบรนด์วอฟเฟิลอันดับ 1 ของไทย ผลสำเร็จของแนวคิด Semi-franchise ที่ทำธุรกิจแบบใจเขาใจเรา

คุณสุทธิชัย พนิตนรากุล

แบรนด์วอฟเฟิลอันดับ 1 ของไทย ผลสำเร็จของแนวคิด Semi-franchise ที่ทำธุรกิจแบบใจเขาใจเราจากความคิดเล็กๆ ของคุณสุทธิชัย พนิตนรากุล สามารถทำให้เขาพาแบรนด์ The Waffle ให้กลายเป็นผู้บุกเบิกและผู้ยึดครองตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดขนมวอฟเฟิลตั้งแต่แรกที่เริ่มเปิดตัว วันนี้ The Waffle คือ 1 ในแฟรนไชส์ที่มีผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดในประเทศไทย กล่าวได้ว่าความสำเร็จในปัจจุบันนี้เกิดจากความมุ่งมั่นและตั้งใจของผู้ชายคนนี้และครอบครัวโดยแท้

“ที่จริงแล้วตอนนั้นเราขาดทุนจากการทำธุรกิจอื่น เหลือเงินก้อนสุดท้ายน้อยมากในบ้าน คนมีเงินน้อยก็มักจะคิดทำอะไรขนาดเล็กและใกล้ตัว การทำขนมภายในบ้าน ซื้ออุปกรณ์เพิ่มเล็กๆ น้อยๆ มาก็สามารถทำได้ วอฟเฟิลมันทำจากเตาตัวนิดเดียว ไม่เกิน 2,000 บาท แค่นี้ก็ขายได้” คุณสุทธิชัยกล่าวถึงที่มาของการเริ่มทำขนมวอฟเฟิล ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นธุรกิจหลักที่ประสบความสำเร็จมาตลอด 15 ปี

อีกเหตุผลหนึ่งที่ถือเป็นแนวคิดการตลาดเชิงรุกของคุณสุทธิชัยในเวลานั้นคือ ขนมวอฟเฟิลยังดูใหม่สำหรับคนไทยและยังไม่มีแบรนด์ไหนเป็นเจ้าตลาด ไม่เหมือนกันโดนัทหรือขนมอื่นๆ … และหากคุณเป็นเจ้าตลาดได้ คุณจะเป็นคนกำหนดทุกอย่างทั้งราคาและคุณภาพ

ขนมวอฟเฟิลของคุณสุทธิชัยมีพื้นฐานเช่นเดียวกับอาหารทั่วไป นั่นคือ “ความอร่อย” และความตั้งใจของเขาคือการขายขนมวอฟเฟิลที่อร่อยที่สุดให้ลูกค้าทุกคนได้ทานในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจนวันนี้คาดว่า The Waffle น่าจะขายไปแล้วกว่า 100,000,000 ชิ้นในระยะเวลา 15 ปี

“ตอนแรกผมไปออกบูธที่งานๆ หนึ่ง เราก็ไม่รู้ว่ามันทำกันยังไง ก็ไปลากของ 200 กว่ากิโลมาจากลานจอดรถ กว่าจะรู้ว่าเขามีที่โหลดของก็ปาเข้าไปวันที่ 3 แล้ว แต่ที่งานนี้เราขายดีมาก เราไปสายแต่เรากลับก่อนเพราะของหมด เราทำมากกว่านั้นไม่ไหว นี่เป็นการขายครั้งแรกเลย หลังจากลองผิดลองถูกในบ้านจนโอเคแล้ว เราก็อยากให้คนไม่รู้จักเราลองซื้อไปชิมดู ก็เลยมาออกบูธขายเองอยู่ 7 วัน มันก็ลำบากแต่สอนให้เรารู้ว่าการขายปลีกแบบนี้มันเป็นยังไง”

การออกร้านครั้งแรกของคุณสุทธิชัยได้ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง จนความคิดที่จะเปิดร้านขายขนมจริงๆ จังๆ ก็เกิดขึ้น เนื่องจากมีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าที่แวะเวียนมาซื้อเป็นประจำนั่นเอง สุดท้ายคุณสุทธิชัยก็เปิดแผงเล็กๆ ขึ้นในตลาดนัดจตุจักร ขายแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และถึงแม้ว่าจะมีขายแค่อาทิตย์ละ 2 วัน กลิ่นหอมน่ารับประทานของขนมวอฟเฟิลก็ดึงดูดลูกค้ามาอย่างไม่ขาดสาย

“ผมขายแล้วตกใจนะครับ เดือนหนึ่งผมขายได้ 700,000-800,000 บาท ขายแค่ 8 วันเองเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ สมัยก่อนทำธุรกิจยังแทบไม่มีเงินเหลือ” คุณสุทธิชัยเล่าด้วยรอยยิ้ม

และเพราะความอร่อยบวกกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์นี่เอง ทำให้ลูกค้าเริ่มถามถึงการขอซื้อแฟรนไชส์ในที่สุด หลังจากการศึกษาหาข้อมูลและขยายสาขาเองอยู่เพื่อเรียนรู้หลักการจัดการบริหารสาขา เมื่อผ่านไป 6 เดือนคุณสุทธิชัยก็ตกลงสร้างแบรนด์ตัวเองให้เป็นแฟรนไชส์ และผลตอบรับก็ดีเยี่ยม เมื่อ The Waffle เปิดสาขาราว 7-8 แห่งในช่วงไม่กี่เดือนแรก

“เชื่อไหมครับ 8 ปีแรกที่เราเริ่มขายแฟรนไชส์ แฟรนไชซีของเราทุกคนประสบความสำเร็จ ไม่เคยมีใครเจ๊งเลย กำไรมากหรือน้อยก็แล้วแต่ทำเล แต่ไม่มีขาดทุนเลย” คุณสุทธิชัยกล่าว

ส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟรนไชซีสำเร็จได้เช่นนี้ก็มาจากการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจของคุณสุทธิชัยเองด้วย เช่น การทดลองกำหนดราคาเพื่อหาจุดสมดุลให้คนมาซื้อได้เรื่อยๆ และคนขายก็ได้กำไรดี “ผมพอใจกับการได้กำไรลดลง แต่สาขาเยอะขึ้น กำไรก็จะได้ไปที่แฟรนไชซีซึ่งจะได้เยอะที่สุด คนซื้อก็พอใจได้กินขนมราคาไม่แพง Packaging เราก็สวย”

คุณสุทธิชัยชี้ว่า กำไรของ The Waffle ไม่ได้อยู่ที่การเปิดแฟรนไชส์ แต่อยู่ที่เมื่อแฟรนไชส์ประสบความสำเร็จก็จะกลายเป็นลูกค้าในระยะยาว แม้จะฟังดูทำได้ยาก แต่หากแบรนด์ไหนทำได้ ก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งเคล็ดลับในการทำธุรกิจของคุณสุทธิชัยคือ การไม่มุ่งแต่หาเงินจากคนอื่น แต่ทำของที่มีคุณภาพจนรายได้เกิดขึ้นมาเอง “ในมุมผมคือ คนซื้อต้องพอใจก่อน The Waffle นี่ตลอด 15 ปีไม่เคยลดต้นทุนเลยเลยนะครับ และไม่ใช่นโยบายบริษัทด้วย คุณต้องจัดการต้นทุนด้านอื่นๆ ให้ดี แต่ไม่ใช่การลดต้นทุนด้านคุณภาพ” คุณสุทธิชัยยืนยัน

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมาถึง 15 ปี คุณสุทธิชัยก็แบ่งปันมุมมองของการทำแฟรนไชส์ให้เราได้ทราบกันดังนี้ “อย่างแรกเลย Product คุณต้องแข็งแรงก่อน ถ้าไม่แข็งแรงมันจะยากมาก เพราะคุณต้องใช้เวลาอุดรูรั่วของ Product ให้หมด ผมก็ไม่ได้บอกว่าถ้าอย่างอื่นคุณดีแล้วจะทำไม่ได้ แต่ตอนแรกทุกคนก็เป็น Product Franchise ได้กำไรจากการขายสินค้าก่อน ต่อไปก็เป็น Semi-franchise ก็จะได้กำไรจาก Operation เพิ่มมาด้วย จากนั้นก็จะเป็น Franchise Standard ที่ครบรูปแบบสามารถเก็บค่า Fee ต่างๆ ได้ หากสินค้าคุณเหมือนทั่วๆ ไปใครจะจ่าย Fee ให้คุณ”

“Core Business ของคุณคือ การมี Product ที่ดีด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน ราคาดี รูปแบบดี หรืออื่นๆ สองคือระบบแฟรนไชส์ของคุณต้องมั่นคงแน่วแน่ อย่าง The Waffle เราไม่ใช่ Franchise Standard แต่เราเป็นสิ่งที่ผมเรียกว่า Semi-franchise ซึ่งหมายถึงเรานำเอาหลักการดีๆ ของธุรกิจแฟรนไชส์มาใช้กับของเรา แต่ถ้าเอามาหมดเราเจ๊ง เราก็เอามาแต่ส่วนดี แล้วผสมส่วนแข็งของเราลงไป พอทุกอย่างโอเคมันก็ไปต่อได้ สำหรับ Operation ของเราคือการทำให้แฟรนไชซีสะดวกสบาย คบหากับเราแล้วไว้ใจได้ ถ้าคนพูดเราแล้วมีแต่ด้านลบ จะไปต่อยังไงล่ะ เราเน้นให้ทุกคนได้ก่อน ผมได้เล็กน้อยไม่เป็นไร แต่ผมได้จากหลายร้าน รวมกันก็เยอะอยู่นะ ฉะนั้นแฟรนไชซีต้องแฮปปี้ในการอยู่กับเรา ถ้ามีทัศนคติไม่ดีต่อกันตั้งแต่แรกก็อย่าทำเลย” คุณสุทธิชัยเปิดเผยถึงวิธีคิดและการทำธุรกิจ

เมื่อพูดถึงปรัชญาการทำธุรกิจ คุณสุทธิชัย ก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ยินดีหากคู่ค้าหรือผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้เปรียบตนเล็กน้อย หากต้องลงทุนเท่ากัน เขายินดีจะรับผลกำไรเพียง 40% และยอมให้คู่ค้าได้ไป 60% หากอีกฝ่ายต้องลงแรงและทุ่มเทมากกว่า เพราะนั่นคือสิ่งที่สมควรสำหรับคนที่ลงมือทำ ถือว่าต่างฝ่ายต่างได้กันทั้งคู่

ด้วยแนวคิดที่สนใจของเจ้าของแบรนด์นี่เอง ทำให้ The Waffle คือแบรนด์ขนมวอฟเฟิลอันดับ 1 ของประเทศไทย และกำลังจะก้าวไปดูแบรนด์วอฟเฟิลที่ขายดีระดับโลก เร็วๆ นี้คุณสุทธิชัยก็เปิดเผยว่า เขามีแผนที่จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับแบรนด์ด้วย

ปัจจุบัน The Waffle มีทั้งหมด 160 สาขาโดยเป็นร้านของบริษัทเพียง 5 สาขาเท่านั้น ซึ่งแต่ละแห่งก็เป็นโมเดลที่แตกต่างกัน เพื่อทดลองดูปัญหาต่างๆ หากใครที่สนใจอยากเป็นแฟรนไชซีของแบรนด์นี้ ต้องเข้าใจก่อนว่านี่เป็นแฟรนไชส์ขนาดเล็ก อาจจะไม่พร้อมในทุกด้าน แต่ข้อดีคือลงทุนน้อย ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาทโดยควรจะเป็นเงินเย็น ไม่กระทบต่อชีวิตของคุณ และเข้ามาพูดคุยกับคุณสุทธิชัยเพื่อดูว่าสามารถทำธุรกิจด้วยกันได้หรือไม่ ระยะเวลาการคืนทุนอยู่ที่ 3-4 เดือนเท่านั้น

คุณสุทธิชัย ยืนยันว่า The Waffle เป็นแฟรนไชส์นิสัยดี ประวัติดี และไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง มี Product ที่แข็งแรง มีแนวคิดที่เป็นธรรม เน้นสร้างผลกำไรให้กับแฟรนไชซีก่อน และมีลูกค้าประจำเยอะ ส่วนผู้ที่ลงทุนก็จะได้ แบรนด์ ระบบการจัดการ โอกาสทางการค้า และประสบการณ์ของแบรนด์ ซึ่งคุ้มค่าอย่างยิ่ง
 

จำนวนเปิดอ่าน : 1,366