โครงสร้างระบบบริหารจัดการแบบแฟรนไชส์

โครงสร้างระบบบริหารจัดการแบบแฟรนไชส์

คำอธิบายโครงสร้างระบบบริหารจัดการแฟรนไชส์ (Franchise Model) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วกิจกรรมต่างๆ และความรับผิดชอบจะถูกกำหนดโดยหน่วยงานแต่ละส่วนที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้


  • สำนักงานใหญ่ (Corporate office/Head Office)Open or Close

    จัดทำระบบบริหารจัดการโดยครอบคลุมสมาชิกหรือแฟรนไชซีส์ทั้งหมดในด้านต่าง ๆ

    • ควบคุมระบบบริหารจัดการและกำหนดนโยบาย ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดเพื่อเป็นกลไกควบคุมใน การรักษามาตรฐานของรูปแบบแฟรนไชส์
    • ควบคุมระบบด้านเอกสาร บัญชี จัดซื้อ
    • กำหนดและส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
    • ประสานงานด้านการฝึกอบรม ทั้งภายใน และภายนอก
      • สื่อสารกับลูกค้า ผู้ส่งมอบ ผู้รับจ้างช่วง
      • จัดการฝึกอบรมให้แก่สมาชิกและผู้ส่งมอบ
  • ฝ่ายปฏิบัติการ (Operation)Open or Close

    ทำหน้าที่ในการควบคุม กำกับดูแล สนับสนุนให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิก/แฟรนไชซีในด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานของแฟรนไชซีบรรลุตามวัตถุประสงค์

    ความรับผิดชอบโดยทั่วไปของฝ่ายปฏิบัติการในเชิงการบริหารจัดการ ได้แก่

    • ทำให้มั่นใจถึงความสอดคล้องของการปฏิบัติงานต่าง ๆของสมาชิกหรือแฟรนไชซีตามรูปแบบที่กำหนดไว้
    • สืบสวนหาสาเหตุของความไม่สอดคล้อง และ/หรือ ความล้มเหลวในระบบ
    • ช่วยให้มีการปรับปรุงของระบบการจัดการ
    • ช่วยยืนยันถึงการดำรงไว้ของระบบในความสอดคล้องตามข้อกำหนด
  • สมาชิก/แฟรนไชซีส์ (Members/ franchisees)Open or Close

    สมาชิกต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อกำหนดตามวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการกำหนดโดยแฟรนไชซอร์ เรามักเรียกว่า คู่มือปฏิบัติการ (Operation Manuals) ซึ่งแฟรนไชซีมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ดังกล่าว

  • ผู้ส่งมอบที่ได้รับการอนุมัติ (Preferred suppliers)Open or Close

    ผู้ส่งมอบที่ได้รับการอนุมัติอาจเป็นผู้ส่งมอบ หรือผู้รวบรวม ผู้ขนส่ง ผู้ผลิต ผู้บรรจุ ทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ -

    ผู้ส่งมอบที่ได้รับการอนุมัติ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในการรับจ้างช่วง ซึ่งจะกำหนดเป็นมาตรฐานและระเบียบปฏิบัติ ในแต่ละกิจกรรมเพื่อให้สามารถบรรลุตามข้อกำหนด

  • ข้อได้เปรียบในการเข้าร่วมแฟรนไชส์Open or Close
    • โอกาสแห่งความสำเร็จนั้นสูงขึ้น แนวคิดของการทำแฟรนไชส์ ก็คือ เป็นธุรกิจที่ได้ผ่านกระบวนการพัฒนาและพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วดังนั้นจะได้เปรียบในแง่ของการขยายตัวที่รวดเร็วกว่า จากระบบที่สามารถถ่ายทอดความสำเร็จจากหน่วย (individual homogeneity) ที่มีรูปแบบการจัดการที่เหมือน ๆ กัน
    • ย่นระยะเวลาในการเรียนรู้ เนื่องจากแฟรนไชซอร์ ได้ทุ่มเทเวลาและเงินทุนเป็นจำนวนไม่น้อยเพื่อสร้างและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับผลประโยชน์จากการเรียนลัด และประหยัดเวลาเป็นอันมาก
    • เครื่องหมายการค้าได้รับการยอมรับ ตราสินค้าหรือบริการ หรือเครื่องหมายการค้าของแฟรนไชซอร์โดยทั่วไปแล้วได้รับการยอมรับและเป็นที่คุ้นเคยของผู้บริโภคเป็นเวลานาน ดังนั้นแฟรนไชซีจะได้รับประโยชน์ดังกล่าว
    • ประหยัดเนื่องจากการซื้อหรือใช้บริการทีละมาก ๆ การสั่งซื้อสินค้าและ/หรือบริการจากผู้ส่งมอบสามารถมีอำนาจต่อรองและได้ราคาที่ถูกกว่าเนื่องจากเป็นการซื้อคราวละมาก ๆ
    • ระบบแฟรนไชส์สามารถ รวบรวมทรัพยากรเข้าด้วยกันเพื่อผลักดันให้เกิดการโฆษณาและส่งเสริมการขายร่วมกันทำให้ต้นทุนดังกล่าวต่ำลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวามทั้งยังส่งผลดีต่อการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เข็มแข็งและสอดคล้องกัน
    • การถ่ายโอน ความเชี่ยวชาญ
    • การฝึกอบรแฟรนไชส์ สามารถได้รับการฝึกอบรมถ่ายทอดวิชาจากแฟรนไชซอร ซึ่งมีประสบการณ์ที่ชำชองในธุรกิจ
    • บริการช่วยเหลือจากแฟรนไชซอร์ โดยทั่ไปแฟรนไชซอร์จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือในด้านการบริหารจัดการที่บางครั้งแฟรนไชซีทำเองแล้วไม่สะดวก หรือไม่มีประสิทธิภาพ
  • ข้อเสียเปรียบของเข้าร่วมแฟรนไชส์Open or Close
    • สูญเสียอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจ แฟรนไชชีจะไม่มีอิสรภาพเต็มที่ในการตัดสินใจทางธุรกิจ เนื่องจากจะต้องดำเนินธุรกิจตามรูปแบบที่กำหนดไว้เท่านั้น
    • ไม่มีหลักประกันความสำเร็จ แม้ว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงตามรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แฟรนไชซอร์ได้รับความสำเร็จมาแล้วก็ตาม แฟรนไชซีอาจประสบความล้มเหลวจากสาเหตุต่าง ๆ ได้ ซึ่งไม่มีอะไรที่ประกันความสำเร็จ
    • ค่าใช้จ่ายสูงแฟรนไชซีจะต้องเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิ์ในการประกอบการนอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก เช่น การลงทุน การตกแต่งร้าน ฯลฯ
  • ข้อควรคำนึงถึงสำหรับเข้าร่วมแฟรนไชส์Open or Close
    • ระยะเวลาของข้อผูกมัด หมายถึงช่วงเวลาที่สัญญาหรือนิติกรรมมีผลบังคับใช้ระหว่างแฟรนไชซอร์ และ แฟรนไชซี สัญญานี้อาจมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีจนถึง 10 ปี หรืออาจมากกว่านั้น
    • ค่าธรรมเนียมเริ่มต้น เป็นค่าธรรมเนียมที่แฟรนไชซีจะต้องจ่ายล่วงหน้าแก่แฟรนไชซอร์เพื่อการได้มาซึ่งสิทธิในการประกอบธุรกิจ หรือใช้ตราสินค้า หรือเครื่องหมายการค้า บางครั้งเรียกว่า "Entrance fee"
    • เงินค่างวด/ค่าธรรมเนียมการจัดการ เป็นค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินการ ซึ่งปกติแฟรนไชซี จะจ่ายให้แก่ แฟรนไชซอร์เป็นรายเดือน โดยคำนวณจากยอดขายอาจมีองค์ประกอบ และเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ค่ารอยัลตี (Royalty) ค่าการตลาด (Marketing or Advertising fee)
    • ต้นทุนการตกแต่งร้าน เป็นต้นทุนที่แฟรนไชซีจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ให้เหมือนกับที่แฟรนไชซอร์กำหนด
    • ข้อตกลง หมายถึง เงื่อนไขอื่น ๆ ที่เป็นข้อผูกมัดระหว่างแฟรนไชซอร์และแฟรนไชซี
    • ทุนในการดำเนินงาน แฟรนไชซี่จะต้องจัดสรรเงินทุนให้เพียงพอกันการดำเนินงาน
    • เงื่อนไขการจ่ายเงิน ปกติแฟรนไชซอร์จะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาในการจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการ
    • พื้นที่ประกอบการ
    • อื่น ๆ